เคยเห็นบางคนติดสมาร์ทเกจ หรือเกจเดี๋ยว ตามคอนโทรลรถ เพื่อดูข้อมูลเครื่องยนต์เพิ่มเติม บางทีเราก็อยากจะติดเกจดูบ้าง แต่พอชั่งใจแล้วไม่อยากวุ่นวาย ไม่รู้ ซื้อที่ไหน ไม่ยากเดินสาย กลัวรถเป็นรอย ราคาก็ไม่ได้ถูกมาก รึบางคนก็รู้สึกว่าอยากติดแบบชั่วคราว ดูเล่นๆ สนุกๆ แก้เบื่อ หรือจะเพื่อการศึกษาหาความรู้เล็กๆน้อยๆ เล่นแล้วก็ไม่รู้จะไปให้ใครต่อ รู้สึกไม่โดน ก็เลยตัดใจที่จะจะซื้อหามาติดเล่น
แต่ด้วยเงินไม่กี่บาท ตอนนี้เราสามารถทำให้เจ้ามือถือ Android Samsung Spica กลายเป็น “เกจไร้สาย” เอนกประสงค์บอกค่าต่างๆในรถเราได้ไม่ว่าจะทำเป็นไมล์ความเร็ว วัดรอบ วัดโหลดเครื่องยนต์ ฯลฯ อีกมากมาย ทำให้มันน่าใช้ขึ้นได้อีกตรึมเลย เกจที่ว่านี่ไม่ใช่ธรรมดา อย่างที่เห็นนะครับว่า หน้าตาถือว่าดีไม่น้อยหน้าใคร จะจัดวางเลือกขนาดได้อย่างใจ นอกจากนี้ฟีเจอร์ก็ดีไม่แพ้หน้าตา จะเพิ่ม จะลด เก็บข้อมูล อัพขึ้นเว็บก็ทำได้ มัลติเกจที่วางขายทั่วไปตัวละ 3 พันกว่าบาทเทียบไม่ได้เลย และนอกเหนือสิ่งจากนี้ทาง developer ขยันมากๆ มี update มาให้ใช้งานต่อเนื่อง ทิ้งคู่แข่งขาดลอย เรียกได้ว่าต่อให้ใช้ paid version ก็ยังคุ้มครับ

เข้าเรื่องดีกว่าหลังจากลง Firmware ตัวใหม่ I570EXXJE4 ที่แก้ปัญหา Bluetooth เสร็จแล้วก็ถึงเวลาเปลี่ยนโทรศัพท์ให้กลายเป็นเกจเครื่องยนต์หล่ะครับ เจ้าความสามารถนี้หลายคนอาจจะไม่สนใจ แต่มีอีกหลายคนเลยที่สนใจและชื่นชอบมันมาก app ที่จะเล่าให้ฟังวันนี้ชื่อ Torque ซึ่งเป็น OBD software ตัวนึงที่ผมเห็นว่าดีที่สุดเลยใน Android market ก็เลยเอามารีวิวให้ดูกัน โดยเทียบกับ app 5 ตัวที่เห็นอยู่ Torque, OBD reader, OBDroid, alOBD Scanner, VoyagerConnect.

เราต้องทำอะไรกันบ้าง เอาเป็นขั้นเป็นตอนหน่อยก็แล้วกัน …

เตรียมความพร้อมด้าน Hardware ก่อน 

  1. ก็ต้องมี OBD Bluetooth ครับ หาได้หลายยี่ห้อ หลายราคา developer ก็มีคำแนะนำไว้นิดหน่อย ถ้าใช้รุ่นที่ไม่ดี ก็อาจจะเล่นฟีเจอร์ได้ไม่ครบ รึอาจจะทำให้เครื่องสตาร์ทไม่ติดเลยก็ได้ แต่รุ่นที่เค้าแนะนำมันก็แพงเกินไปครับ ราคาประมาณ 8-9 พันบาทเหมาะกับคนเอาไว้ใช้งานจริงจัง สำหรับเราๆ เอาแบบธรรมดาก็แล้วกัน ตัวที่ผมใช้นี่ก็ใช้งานได้แล้วครับ เสี่ยงตอนซื้อนิดหน่อย เพราะ made in china อย่างที่รู้ ถึงหน้าตาเหมือนๆกัน แต่ไส้ในอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ (อย่างเพื่อนผมซื้อเสื้อเมืองจีน ไปกันหลายคน 2 คนซื้อ XL อีกคนเค้าจะหา size L คนขายบอกว่าแป๊บนึง แล้วเอา size L มาให้ พอกลับมาที่ห้อง…..อ้าว ใหญ่ไป เลยเอาไปเทียบกับเพื่อนเลยรู้ว่ามัน XL เหมือนกัน แต่คนขายเอาไปเปลี่ยนป้ายขนาดเสื้อมาให้….เรียกว่าเซ็ง) กลับเข้าเรื่องครับ hardware ของผมที่เอามาทดสอบก็รูปร่างหน้าตาเหมือนในรูปครับ ขนาดเล็กกำลังดี ฟังก์ชันใช้งานเรียกว่าโอเค อาจจะมี reboot นานๆที ซึ่งผู้เขียนโปรแกรมบอกว่าเป็นที่ android เค้าว่าถ้า android 2.2 จะ100%ครับ แต่นั่นคือนานๆ ทีครับ ถ้ามองการใช้งานแล้ว ตัวนี้ผมให้ 95 เต็ม 100 แล้วครับ เล็กกระทัดรัด ใช้งานง่าย ราคาอยู่ระดับล่าง ตัดสินใจซื้อง่าย พอทดสอบแล้วด้วยว่าใช้งานได้ ไม่ทำร้ายรถ ก็เลยมาลงตัวที่ตัวนี้ :)
  2. หาจุดต่อ OBD ในรถเรากันเลยครับ สำหรับเจ้า Civic FD ก็อยู่ใต้คอนโซลด้านคนขับ ถ้านั่งก็จะอยู่ใกล้เข่าซ้าย ลองเอามือล้วงๆเข้าไปก็จะเจอขั้วต่อหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้ แต่เป็นตัวเมีย ก็ให้เอาเจ้า OBD Bluetooth ที่ซื้อมาเสียบเข้าไปเลย จะเสียบตอนสตาร์ทแล้วหรือว่าก่อนสตาร์ทก็ได้ครับ ทางโปรแกรมเมอร์ก็บอกว่าแนะนำให้สตาร์ทหลังจากที่เราเห็นว่าไฟ status รูปเครื่องยนต์บนหน้าจอดับไปอย่างน้อยๆ 3 วินาที
  3.  

  4. จากนั้นก็เปิด Bluetooth และทำการ pair กับ Android Spica เหมือนอุปกรณ์บลูทูธทั่วๆไป (ขั้นตอนนี้ถ้าใครใช้เป็น Spica 2.1 จากศูนย์ก็จะ pair ผ่านไม่มีปัญหา แต่มันจะไปมีปัญหาตอนใช้โปรแกรมครับ ปัญหานี้ไม่ได้เป็นที่ hardware ที่เราซื้อมา แต่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจาก OS android เลย) จึงแนะนำให้ Up firmware อย่างน้อยๆให้เป็น I570EXXJE1 ก็ยังดีครับ ตอนที่ทำการ pair เวลาค้นหาอุปกรณ์ก็จะเจอชื่อ CAN OBD II ให้ Pair ด้วย Code 0000 ครับ ตอน pair เสร็จจะเห็นว่าอุปกรณ์นั้นอยู่ในสถานะ pair แต่ยังไม่ได้ connect นั่นคือถูกต้องแล้วครับ
  5.  

คราวนี้ก็มาถึงด้าน Software กัน

  1. เริ่มเลยก็เข้า android market ค้นคำว่า OBD ได้ผลมาดังรูป จากนั้น download Torque มาติดตั้งจนเสร็จจะได้ icon รูปเครื่องยนต์อยู่ใน application เรา ของผมดึงออกมาไว้ที่ Home ก็จะได้หน้าตาอย่างนี้นะครับ
  2.  

    .

  3. จากนั้นขั้นตอนต่อไปก็ให้เปิด GPS และเรียกใช้โปรแกรม ซึ่งจะเห็นมีหน้าจอตอบรับ และบอกเว็บที่เอาไว้ติดต่อกับโปรแกรมเมอร์
  4. ให้กด OK โดยหลังจากกด OK ถ้าไม่ได้เปิด GPS ไว้ โปรแกรมก็จะแจ้งเตือนว่าเราต้องการจะเปิดรึเปล่า ณ จุดนี้เราจะเรียกเปิด GPS ได้เลย หรือว่าเลือก No เก็บไว้ไปเปิดเองทีหลังก็ได้
  5.  

    .

การใช้งาน

  1. ผ่านมาหลายขั้น ในที่สุดก็ได้เห็นหน้าจอแรกของโปรแกรมหล่ะครับ โปรแกรมก็จะทำงาน โดยเริ่มหาอุปกรณ์ Bluetooth ถ้าหาเจอก็จะแสดงข้อความว่า Connected to ECU OK ที่ status bar บนสุดของหน้า Home (หน้ากลาง) ส่วนในจอจะเห็นว่ามีเกจ 4 ตัวที่โปรแกรมเมอร์ตั้งไว้ให้เป็น default ทำการแสดงค่า real-time เกจด้านบน-ซ้าย คือค่าความเร่งที่มาจาก GPS ของ Spica ต่อไปก็อันที่ 2 ด้านบน-ขวา คือค่า Turbo boost ส่วนเกจด้านล่าง 2 อันแสดงค่า ทรอตเทิล และ ความเร็ว ซึ่ง 3 อันหลังนี้เป็นค่าที่ OBD Reader เอามาจาก ECU ของรถเราครับ (ส่วนในกรณีที่ต่อไม่ได้จะขึ้นข้อความ Retrying หรือ Not Connect อันนั้นจะใช้งานไม่ได้นะครับ สมัยก่อนที่ผมใช้ 2.1 ที่มาจากศูนย์ Samsung ก็จะเจอปัญหาแบบนี้ครับ คือ pair ได้แต่เชื่อมต่อไม่ได้ พอคุยกับ developer ถึงรู้ว่าเป็นที่ Spica firmware เอง)
  2. จะเห็นว่าที่ด้านล่างของจอมีแสดงดัชนีของหน้าจอไว้ 7 หน้าจอ ลองเลื่อนไปทางซ้ายจะเจอเกจความเร็วอันใหญ่เต็มจออยู่ หรือ เลื่อนไปทางขวา เป็นจอแสดงค่า Throttle ขนาดใหญ่เต็มจอ จอเหล่านี้เราปรับแต่งได้ตามใจครับ เทคนิคเบื้องต้น เพื่อปรับหน้าจอก็คือเราสามารถเพิ่มเกจแสดงค่าต่างๆ ได้ แต่ละค่าเราสามารถเลือกให้เกจ 3 รูปแบบ คือ หน้าปัทม์เข็ม ช่องตัวเลข หรือ กราฟ แต่ละรูปแบบก็มี 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ และก็สามารถปรับแต่งการวางเกจแต่ละตัวได้อิสระ จะทับกันก็ยังได้ แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่าง เนื่องจากข้อจำกัดในการสื่อสารของ ECU ครับ ส่วนจะมีเกจแสดงค่าอะไรได้บ้าง
  3. วิธีดูว่าเกจที่เรียกขึ้นมาดูได้มีอะไรบ้าง ดูอย่างนี้ครับโดยปกติแล้วรถทุกๆคันหลังปี 1996 ผู้ผลิตจะทำตามมาตรฐานสากล จะมีข้อมูลมาตราฐานก็คือ ความเร็วรถ ความเร็วรอบ ค่าโหลดเครื่องยนต์ อุณหภูมิคูลแลนท์ - status ระบบเชื้อเพลิง - Short Term Fuel Trim – Long Term Fuel Trim – Intake Manifold Pressure – Timing Advance – อุณหภูมิ Intake Air – Air Flow Rate – Absolute Throttle Position – ค่าโวลต์จาก Oxygen sensor – แรงดันเชื้อเพลิง  ก็หมายความว่าเราดูข้อมูลเกจทุกตัวนี้ได้ทั้งหมด เกจเหล่านี้เทียบราคากับเกจสำเร็จก็ถือว่าคุ้มแล้วหล่ะครับ ไม่นับเรื่องความสะดวกอื่นๆ อีก
  4.  

    ..

  5. นอกจากค่าพวกนี้ก็อาจจะแสดงค่าอื่นๆ ได้อีกด้วยขึ้นอยู่กับรถของแต่ละคน และความสามารถของซอฟต์แวร์แต่ละตัว อย่างเช่น Civic FD ปี 2006 (ซึ่งเป็นรุ่นที่ Honda ไม่ได้ใส่อัตราสิ้นเปลืองมาด้วย) พออุปกรณ์ชุดนี้ก็ก็จะดูค่าอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน (กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ลิตร) ได้อย่างที่เห็นครับ ถึงค่านี้จะเป็นค่าคำนวณแต่ก็มีประโยชน์ในการดูแนวโน้มได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นผมเอามาดูเปรียบเทียบการกินน้ำมันว่ามากลงเทียบรอบและความเร็ว ทำได้โดยแสดงเป็นกราฟเทียบกับความเร็วรอบ และความเร็วรถ อย่างที่เห็น ในช่วงขับรถทางไกลผมก็หาจุดประหยัดค่าใช้จ่ายได้ (รูปภาพทางขวาเป็นค่า Engine displacement ในหน้า setup สำหรับเครื่อง 2000cc ก็ใส่ 2.0 ดังรูปด้วยครับ)
  6.  

    .

  7. วิธีออกจากโปรแกรมได้ 2 แบบ คือให้โปรแกรมเลิกทำงานเลย(กด menu return) หรือยังทำงาน(ให้กด menu home) ซึ่งจะทำให้โปรแกรมอยู่สถานะ idle ค้างอยู่บน notification bar ซึ่งเรียกได้จากหน้าจอหลักของ android ครับ
  8.  

    .

ตัวอย่างการใช้งาน

1. ทดสอบความถูกต้องของตัวเลขความเร็วรถ Civic FD 2006 คันที่ใช้อยู่

เริ่มต้นต้องบอกก่อนเลยว่าผมสงสัยมานานแล้วว่าตัวเลขความเร็วของรถผมมันไม่ตรงกับ Garmin อยู่นิดหน่อย แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะขนาดล้อไม่ตรง หรือว่า หน้าปัทม์ของฮอนด้าไม่ตรง วันนี้ก็จะได้รู้หล่ะครับว่าใครอ่านอ่อนหรือแก่ แล้วก็อ่านผิดตั้งแต่ตรงไหน :)

ผมใช้ อุปกรณ์ทดสอบ: Garmin Nuvi 205 ตั้งหน้าจอไว้ที่แสดงผลความเร็ว เปรียบเทียบกับ หน้าปัมท์รถยนต์ แล้วดูที่ความเร็วต่างๆ ผลก็ออกมาได้ว่า หน้าจอรถอ่านได้มากกว่า คือ garmin บอกว่า 100 กม/ชั่วโมง ส่วนหน้าปัมท์ civic อ่านได้ 106 กม/ชม

คำถามก็คือ อ่านผิดตั้งแต่ ECU เลยรึเปล่า จริงๆแล้ว ECU อ่านความเร็วได้เท่าไหร่ ทีนี้หล่ะครับได้ใช้งานเกจของเรา Samsung Spica + OBD + Torque ตั้งหน้าจอ Torque ไว้ 2 เกจ คือเกจ Speed (GPS) และ Speed (OBD จาก ECU) จากนั้นเอาข้อมูลจาก 3 แหล่งมาเทียบกัน ผลก็คือ เกจทั้งสองอัน อ่านได้ใกล้เคียงกันมาก (ที่คลาดเคลื่อนก็เพราะขับไปถ่ายรูปไปนี่หล่ะครับมันก็เลยไม่นิ่ง) ผลการทดสอบดังนี้ครับ

1 ความเร็วจาก Garmin
2 ความเร็วจากเกจบน Android ด้าน GPS
3 ความเร็วจากเกจบน Android ด้าน ECU
4 หน้าปัทม์ Civic

ผลทดสอบรอบแรก
1 ความเร็วจาก Garmin = 55
2 ความเร็วจากเกจบน Android ด้าน GPS = 55.0
3 ความเร็วจากเกจบน Android ด้าน ECU = 55.6
4 หน้าปัทม์ Civic = 58
จะเห็นว่าข้อ 1-3 อ่านได้ใกล้กัน ส่วนข้อ 4 หน้าปัทม์ Civic อ่านเกินไป 2-3 กม/ชม.

ผลทดสอบรอบที่สอง
1 ความเร็วจาก Garmin = 62
2 ความเร็วจากเกจบน Android ด้าน GPS = 61
3 ความเร็วจากเกจบน Android ด้าน ECU = 61.5
4 หน้าปัทม์ Civic = 66
จะเห็นว่าข้อ 1-3 อ่านได้ใกล้กัน ส่วนข้อ 4 หน้าปัทม์ Civic อ่านเกินไป 4-5 กม/ชม.

.

ทำให้พอสรุปได้ว่าความผิดพลาดไม่ได้มาจากการ ECU ของ Civic FD คันนี้เลย ECU มีค่าถูกต้องแล้วแต่ผิดแค่ตรงตัวแสดงผล และหน้าปัทม์ไมล์อ่านได้มากกว่าความเป็นจริงประมาณ 5-6% ผมไม่ได้โทษหรือว่าฮอนด้านะครับ มันอาจจะเป็นที่ความไม่รู้ของผมเองก็ได้ที่ไปทำอะไรกับมัน (แต่เท่าที่จำได้ก็ไม่ได้ทำอะไรนะครับ นอกจากเปลี่ยนขอบล้อ 16 เป็น 17 ยางบางลงนิดหน่อย) ที่สงสัยก็คือทำไมค่าจาก ECU กับหน้าปัทม์ไม่ตรงกัน …. พักไว้ตรงนี้ละกันครับเพราะหน้าที่ของโปรแกรมนี้คือดูว่า ECU มีค่าอยู่เท่ากับ GPS ก็ยุติการทดลองครับผม

2. เก็บข้อมูลการขับรถ ดูค่าอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพื่อใช้ขับรถแบบประหยัด

จุดประสงค์ก็คือดูว่ารถการขับรถแบบไหนจะเปลืองหรือประหยัดน้ำมันกว่ากัน รถต่างรุ่นต่างยี่ห้อ อาจจะมีจุดประหยัดไม่เหมือนกันก็ได้ สำหรับกรณีนี้ผมตั้งเกจไว้ 2 เกจ กับอีก 1 กราฟ เกจแรกกับกราฟไว้ดูอัตราสิ้นเปลือง ส่วนอีกอันนึงเป็นความเร็วรอบ (เพราะผมจะไปวางบังตำแหน่งความเร็วรอบเดิม ก็เลยต้องเอาเกจนี้ขึ้นมาดูด้วย ทดแทนกันไปครับ พวกความเร็วรอบพวกนี้รับจาก ECU ตรงๆ ไม่ต้องคำนวณ เชื่อถือได้มากครับ นอกจากนี้ค่าต่างๆนี่สามารถตั้งให้โปรแกรมสร้าง log file เอาไว้ดูย้อนหลังได้ีอีกด้วยครับ

 

ผลการทดสอบจะบอกว่าการขับรถครั้งนี้ สิ้นเปลืองโดยประมาณอยู่ตั้งแต่ 10 – 40 กิโลเมตร ต่อ สิตร ช่วงความปกติที่ขับความเร็วต่ำๆ สิ้นเปลือง 10 กม/ลิตร จากนั้นผ่อนคันเร่ง เป็นช่วงที่ประหยัด 39-40 กม/ลิตร เป็นช่วงเวลา 3 วินาที จากนั้นก็จะเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ต่อกำลังขับเคลื่อน ก็จะใช้น้ำมัน 10 กม/ลิตร เหมือนเดิม

เจ้าอัตราสิ้นเปลืองนี่ไม่ได้เอาไว้เปรียบเทียบความถูกต้องนะครับ เพราะค่าที่แสดงเป็นค่าทางคำนวณ ไม่ได้เป็นการวัดปริมาตรน้ำมันที่ลดลงไป หรือ วัดการไหลน้ำมันในท่อน้ำมัน เพราะรถยนต์ไม่มีเซ็นเซอร์พวกนั้น อย่างที่เห็นว่ามีกระทู้ถกกันหลายกระทู้เรื่องมิเตอร์วัดการสิ้นเปลืองที่มากับรถรุ่นใหม่ๆ ว่าถูกต้องแค่ไหน

ถ้าเราอยากรู้อัตราการสิ้นเปลืองจริงๆ ควรจะมาจากการบันทึกเฉลี่ยน้ำมันที่เติมกับระยะทางที่วิ่ง โดยบันทึกระยะทางที่วิ่งจากเต็มถังครั้งแรกจนถึงเต็มถังในวันสุดท้าย (อาจจะเต็มน้ำมันสัก 10 ครั้งในช่วงนี้ไม่ผิดอะไรแต่สุดท้ายก็ต้องเติมเต็มถัง) หรือจะจดหลายๆ ครั้งที่เติมน้ำมันแล้วมาเฉลี่ยก็ได้ แต่ค่าจริงจากการทำหารเฉลี่ยนั้นเอามาใช้ฝึกฝนหรือดูการสิ้นเปลือง ณ เวลาหนึ่งๆ ไม่ได้นะสิครับเพราะมันรวมช่วงอื่นๆปนไปด้วย

ดังนั้นเจ้าอัตราสิ้นเปลืองคำนวณแบบเวลาจริง (real-time) นี่จึงมีประโยชน์ในอีกมุมนึง มันอาจจะไม่ตรงในแง่ตัวเลข แต่มันถูกต้องในเชิงเปรียบเทียบที่ว่า “มาก-น้อย” “กว่ากันเยอะไหม” อย่างเช่น ผมจะรู้ว่ารถความเร็วไหนกินน้ำมันมาก ความเร็วไหนกินน้อย แล้วที่ว่ามากนั้นมันมีนัยยะมากขนาดไหน เป็นต้น

3. ทดสอบการกินน้ำมันที่ความเร็วต่างๆ
การทดสอบนี้ ทดสอบการกินน้ำมันที่ความเร็ว 3 ช่วง คือประมาณ 90 ประมาณ 130 และก็ประมาณ 150 ผมทดสอบบน บูรพาวิถี และก็มอเตอร์เวย์ เนื่องจากเป็นทางที่กว้าง หาเลนวิ่งช้าและเร็วได้โดยที่ไม่ไปกวนชาวบ้านเค้าสักเท่าไหร่ ใช้ Cruise Control ล็อคความเร็วไว้ให้รถวิ่งนิ่งๆ ได้ค่าอัตราการกินน้ำมันเป็นช่วงๆ เอามาเปรียบเทียบกัน ผลการทดสอบได้ดังนี้ครับ

  • ช่วงความเร็วพื้นฐาน 85-110 ไม่เห็นความแตกต่างการกินน้ำมันเท่าไหร่ครับ เนื่องจากบางที่มันก็ไม่เรียบจริง บางช่วงลมแรงลมเบา เอาเป็นว่ากราฟ กับตัวเลข ก็แกว่ง +/- 1 เอาไปเป็นสาระยังไม่ได้
  • ช่วงความเร็ว 130 ช่วงนี้จะเห็นชัดขึ้น กินน้ำมันเทียบกับช่วง 85-110 ว่ากินมากขึ้นไปจากเดิมอีก 15-16%
  • ช่วงความเร็ว 150 อันนี้ล็อคได้แค่ครึ่งนาที ตอนออกจากด่านพานทอง แต่ก็ได้ความชัดเจนครับว่ากินน้ำมันเทียบกับช่วง 85-110 ว่ากินขึ้นไปอีก 40% เชียวหล่ะครับ

จากข้อมูลนี้ก็บอกได้ว่าเวลาเราเหยียบ 130 km/h นะครับ ทุกๆ 1 กิโลที่เราวิ่งไป เราต้องจ่ายเงินค่าน้ำมันแพงกว่าเพื่อนๆ ที่วิ่ง 85-110 km/h อีก 15% เลย และบางคนที่รีบจริงๆ ขับที่ 150 ยิงยาวเลยนี่ก็ต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อนๆ ถึง 40% เช่น ผมขับรถกรุงเทพชลบุรี ถ้าขับความเร็ว 90-100 km/h จ่ายน้ำมัน 500 วิ่ง 150 ก็ต้องจ่าย 700 เชียวทั้งที่ระยะทางเท่ากันนะครับ
จุดเด่น-ข้อดี ของอุปกรณ์ชุดนี้ สำหรับคนทั่วๆไป

  • เพิ่มลูกเล่นให้กับรถตั้งแต่ปี 1996 ถึงปัจจุบัน: อันนี้ชัดเจนเลยครับ รถผม Civic FD 2006 เทียบกับรุ่น minor change สิ่งที่ผมอยากได้ก็คือ คืออยากรู้แนวโน้มของอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน realtime ก็ใช้ชุดนี้หล่ะครับดูเอาคลาดเคลื่อนไปสักหน่อยก็ไม่เป็นปัญหา และผมยังเลือกดูผลได้ทั้งตัวเลข หน้าปัมท์ และดูกราฟตามเวลาได้อีกด้วย
  • ใช้เทียบความถูกต้องของความเร็ว: การรู้ค่าความถูกต้องของหน้าปัทม์รถเราก็มีประโยชน์ครับ เวลาขับใกล้ความเร็วที่ทางหลวงกำหนดจะได้ไม่พลาด
  • ใช้ฝึกขับรถแบบประหยัด: พอเราได้เกจวัดอัตรสิ้นเปลืองน้ำมัน โดยได้เป็นกราฟตามเวลา เราก็จะเอาไว้ฝึกฝนตัวเองให้มีวินัยขับรถประหยัดน้ำมันได้ครับ
  • เพิ่ม option ให้กับรถคนรอบข้าง: สมมติเพื่อนเราอยากรู้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันบ้าง ผมก็ไปวัดให้ได้ครับ ใช้เวลา 2 นาที เสียบ OBD เปิดโปรแกรม เท่านี้เสร็จแล้ว เหมือน navigator built-in เทียบกับแบบติดกระจกหน่ะครับ built-in มีก็ไม่ค่อยได้ใช้ บางทีอยากเอาไปใช้กับรถคันอื่นก็ทำไม่ได้
  • ดูแลง่าย: มันไม่มีแบ็ตเตอรี่ เสียบปุ๊บใช้ได้ปั๊บ เป็นข้อดีที่ว่าใช้ๆไป ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มครับ ไม่มีที่ว่าแบ็ตเสื่อมแล้วต้องทิ้งเหมือนหูฟังบลูทูธ
  • Interface สวย: หน้าปัทม์ สีกราฟ ดีไซน์ลงตัว แถมยังมีธีมให้เลือกใช้ และยังปรับพื้นหลังได้อีกด้วย

จุดเด่น-ข้อดี ของอุปกรณ์ชุดนี้ สำหรับคนชื่นชอบดูค่าเกจต่างๆ

  • เรียบร้อย สวยงาม ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก: อย่างที่เห็นครับ ไม่มีสายไฟสักเส้นเดียวมากวนใจ จะวางที่มุมไหนก็ง่าย หยิบไปดูที่ไหนก็ได้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการให้รถมีอะไรเกะกะคอนโซล และที่สำคัญไม่ต้องบำรุงรักษา ไม่มีแบ็ตเตอรี่ ใช้ไฟจากรถยนต์โดยตรงเลย
  • เก็บค่าได้ เรียกดูง่าย: สำหรับคนที่ใช้ multi gauge ทั่วไป เวลาจะเก็บค่าต้องจดเอาเอง หรืออย่างเก่งก็ต้องกด memory เอา เวลาเรียกดูก็มีขั้นตอนลำบาก จะเอาเข้าโปรแกรม excel นี้ต้องใช้พิมพ์มือล้วนๆ แต่กรณีนี้ กดปุ่มเดียวก็เก็บข้อมูลไว้ได้เลย เวลาจะ export ก็เสียบสาย link usb ธรรมดาครับคอมก็เห็นเหมือน flash drive ทั่วไป
  • เพิ่มคุณค่าให้โทรศัพท์: ทำให้ Spica น่าใช้ขึ้นมาก ใครที่ยังไม่มีโทรศัพท์แล้วคิดจะซื้อมือ 2 ตอนนี้ Spica ราคามือสองประมาณ 4 พันบาท คุ้มค่าอยู่แล้ว แถมยังลง i-Go ได้ทำ Navigator ได้อีก พอได้ฟีเจอร์นี้เข้าไปยิ่งน่าใช้ เหมาะเป็นคนมีรถเป็นอย่างยิ่ง
  • ราคาถูก: ด้วยราคาประมาณนี้ ซื้อได้แค่หูฟังบลูทูธปานกลางสักอัน หรือเทียบกับกินอาหารญี่ปุ่นสองสามมื้อ ได้ gadget ที่ดูดีมีระดับ เก็บไว้ใช้ได้นาน เป็นมาตรฐาน และที่สำคัญ ไม่ตกรุ่นง่ายๆ ขายต่อผมว่าราคาตกไม่เท่าไหร่ เทียบกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น หูฟัง ซื้อมาปีนึงพอจะขายต่อขายได้ไม่ถึง 30%
  • ฮาร์ดแวร์มาตรฐาน : แม้จะราคาถูกแต่ฮาร์ดแวร์ออกแบบตาม Standard ทำให้ใช้งานกับซอฟต์แวร์ตัวอื่นได้อีกด้วย
  • ฟีเจอร์ OBD : จริงๆแล้ว เจ้า OBD ตัวนี้มีฟีเจอร์มากกว่าที่ได้เขียนในบทความนี้ คือ

    - ใช้ดึงข้อมูล Fault Code หรือข้อผิดพลาดของเครื่องยนต์ Fault
    - ใช้ Reset fault alarm หลังจากที่เราแก้ไขปัญหาของเครื่องยนต์แล้ว
    - ดูข้อมูล real time ต่างๆ

    ฟีเจอร์สองอันแรก คือเวลาเราเห็นมีไฟ Alarm เครื่องยนต์ค้าง เราไม่รู้ว่ามีอะไรผิดพลาดเพราะมันมีได้หลากหลายสาเหตุ เจ้าฮาร์ดแวร์นี้จะเข้าไปดึงข้อมูล ECU และแสดงให้เราดูก็จะทำให้เราแก้ไขได้ถูกจุด เหมาะกับช่างเครื่อง หรือผู้สนใจศึกษาลึกๆ กับเครื่องยนต์ บทความนี้เราใช้แค่ฟีเจอร์สุดท้ายอันเดียว ดังนั้น การมี OBD กับ โปรแกรม Torque อยู่นี่ก็ยังมีลูกเล่นที่ยังไม่ได้เขียนไว้อีกด้วย

บอกจุดเด่น-ข้อดีกันไปแล้ว ถ้าไม่บอกข้อควรระวังก็คงจะมีคำถามกันมากมายนะครับ อย่างที่รู้ ด้วยฟีเจอร์ขนาดนี้ ถ้าเป็นเครื่องมือระดับมืออาชีพ ราคาแค่ Hardware อย่างเดียวก็เกิน 1 หมื่น รวม Software อีกหลายพันบาท แต่เราได้มาด้วยเงินแค่ประมาณพันกว่าบาท ก็ต้องมีอะไรระวังกันบ้าง

  • ซอฟต์แวร์กำลังพัฒนา: ข้อมูลที่ไม่เป็นมาตรฐานบางตัวอาจจะไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างเช่นตอนนี้ทางผู้เขียนกำลังปรับปรุงเรื่องการแสดงผลระยะทางและค่าเฉลี่ยทั้งหลายอยู่ ส่วนข้อมูลมาตรฐานนั้นโอเคแล้วครับ
  • ฮาร์ดแวร์: ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้เลือกใช้ฮาร์ดแวร์ที่ผู้เขียนโปรแกรมแนะนำ (เพราะตัวที่เค้าแนะนำราคาเกือบหมื่น และที่ผมทดสอบ เจ้าตัวเล็กนี่ก็ทำงานได้โอเคครับ)
  • แบ็ตเตอรี่: จากที่ลองใช้งาน 1 ชั่วโมง แบ็ตจะลดไป 10% เนื่องจากใช้งาน Bluetooth กับ GPS ตลอดเวลา 

ผมซื้อมาจากเว็บ DealExtreme ครับ หรือถ้าสนใจตอนนี้ก็ติดต่อได้นะครับที่ หน้า Contact ส่วนรถรุ่นไหน เครื่อง android ตัวไหนใช้ได้บ้างจะ update ตามมาเรื่อยๆครับ ตอนนี้แน่ๆ คือ Civic FD, Chevrolet Cruze (เบนซิน) – Samsung Spica, Motorola Milestone ใช้งานได้จริง และดูดี เพื่อนๆ น้องๆ ชอบหลายคนครับ

2010-07-15 เพิ่มเติมครับ อย่างที่บอกว่า developer ขยันมาก ๆ ตอนนี้ออกเวอร์ชั่นแก้ไข การเฉลี่ยการใช้น้ำมัน และการวัดระยะทางให้ดีขึ้นอย่างที่เห็นในรูปครับ และก็ยังได้เพิ่มการแสดงค่าวัดสไตล์ยุโรปมาด้วย คือแสดงเป็น จำนวนลิตรที่ใช้ต่อ 100 กิโลเมตร พวกฟีเจอร์พวกนี้เป็นฟีเจอร์ที่ทาง user เสนอบ้างขอบ้าง ทาง developer ก็ขยันทำให้ครับ ดีมากเลยครับ

2010-07-28 Fortuner 2.7 VVTi วันนี้ทดลองต่อ OBD2 Bluetooth และ Connect Torque เข้ากับ Fortuner 2.7 VVTi ครับ ผลต่อเชื่อมและอ่านข้อมูลได้ครับ เผอิญว่าเป็นรถคนอื่นเลยไม่ได้ทดสอบตอนวิ่งจริง ๆ มาให้ดู รูปแรกเป็นจุดต่ออยู่ใต้คอนโซล เวลาเสียบหัวต่อต้องใช้มือพยุงด้านหลังไว้หน่อยครับ โตต้าไม่ได้ยึดแน่นไว้ ถ้าถามว่าอยู่ตรงไหนของรถ ดูจากรูปนี้ยาก ให้ดูรูปสองมุมมองจากคนขับจะเข้าใจง่ายกว่า เจ้าสีน้ำเงิน ๆ นั่นก็อุปกรณ์ของเรานั่นเอง เล็กๆ ไม่เกะกะขาครับ

.

2010-08-05 Update รุ่นรถยนต์ ได้รับแจ้งจากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เว็บ Android ว่า Vios 2002, Vios 2007, City Gen 2, City Gen 3 และ CR-V Gen 2, (ได้ยินว่า Honda รุ่นใหม่หน่อยก็ใช้ได้หมดหล่ะครับ), Mazda3 ใช้ได้ครับ

2010-08-05 Update รุ่นมือถือ Samsung Galaxy S ใช้ได้ครับ

2010-09-20 มือถือที่เป็น Symbian มีซอฟต์แวร์ที่ใช้ได้ คือ OBDScope.com ราคาประมาณ $10 เหรียญ หรือตามหาเอาตามเว็บบอร์ดไทยอื่นๆ ดูนะครับ

2010-09-20 มือถือที่เป็น Black Berry Blod 9700 คิดว่ามีตัว LapLogger_BB Lite ที่เป็นตัวฟรี ถ้าคนที่ใช้ OS 4.6 ขึ้นไป http://www.laplogger.com/bb_LL/ll_bb_107/LapLogger_BB.jad
หรือ OS 4.5 ลงมา http://www.laplogger.com/bb_LL/ll_bb_107_olderOS/LapLogger_BB.jad
หรือตัวเต็มก็ $14 เหรียญครับ ลองดูครับ http://www.laplogger.com/solutions_bb.shtml?fily=bb

2010-09-24 แนะนำเครื่องค้นหาสินค้าที่ใช้กับรถรุ่นต่างๆ ครับ


2010-09-30 สำหรับผู้ที่อยากต่ออุปกรณ์หลายอย่าง อาจจะใช้ Spliter แบบนี้ได้ครับ Cable, J1962M to 2-J1962F, Splitter Cable, 1ft (145802)

2010-10-08 อัพเดตล็อตใหม่ ของล็อตใหม่จะเป็นรุ่นนี้นะครับ มีสัญญาณไฟแสดงสถานะการเชื่อมสัญญาณ bluetooth จะยาวกว่าตัวล็อตแรกนิดหน่อยครับ ทดสอบแล้วว่าโอเค ใช้ได้เหมือนกัน แต่ pairing code จะเป็นเลข 1234 ครับ

2010-10-24 CAMRY 2.0 OK
วันนี้เพิ่งได้มีโอกาสลองต่อกับ CAMRY 2.0 ครับ อย่างที่เห็นในรูป ทุกอย่างโอเค ทำวีดีโอมา แต่ใหญ่เกิน โพสแค่รูปก็แล้วกันครับ

2010-10-26 Bluetooh OBD2
เห็นหลายๆ คนชอบตัวสีฟ้า ที่มันเล็ก (แม้ว่ามันไม่มีไฟแสดง สถานะการเชื่อมสัญญาณ) ล็อตใหม่ ก็เลยเอากลับมาเป็นตัวเล็กนี่เหมือนเดิมนะครับ

2010-11-09 Update Ford Focus TDCi ใช้ได้ครับ !

2011-03-23 Update Chevrolet Cruze (เบนซิน), Ford Fiesta ใช้ได้ครับ

บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539